หลังจากว่างเว้นการอัพเดทไปสักระยะหนึ่ง เนื่องจากหน้าที่การงานที่ค่อนข้างยุ่งพอสมควร ช่วงนี้พอมี เวลาว่าง ก็เลยได้มาอัพเดทบทความกันซะที ซึ่งจริงๆ แล้วตั้งใจจะเขียนบทความประมาณเดือนละครั้ง ^^; แต่เอาเข้าจริงๆ มนุษย์เิงินเดือนแบบผม ก็ไม่สามารถทิ้งหน้าที่การงานได้ ก็คงต้องต้องขออภัยมิตรรักแฟน เพลงกันนะครับว่าอาจจะอัพเดทบทความช้าสักนิดนึง m(_ _)m
สำหรับช่วงที่ผ่านมานั้น ผมก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หลายๆ ที่ ซึ่งแต่ละที่ก็สร้าง ความประทับใจแตกต่างกันไป ไว้ผมจะเขียนเรื่องราวการเดินทางไปเที่ยวในสถานที่เหล่านั้น ในบันทึกการ เดินทางคราวถัดไปนะครับ :)
|
|
บันทึกหมายเลข ๒ " พระราชวังสนามจันทร์ " ( ๒๘ ก.พ. ๕๑ )
|
ทันทีที่ได้ทราบข่าวงานฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี พระราชวังสนามจันทร์ โดยจะมีการจัดไฟยามค่ำคืน พร้อมกับให้ผู้เข้าชมงาน สามารถเข้าชม และ บันทึก ภาพความสวยงามของพระตำหนักต่างๆ ได้จนถึงเวลา ๒๒ นาฬิกา ซึ่งโดยปกติแล้ว จะไม่เปิดให้บุคคลภาย นอก เข้าชมในช่วงเวลาค่ำคืน ผมบอกตัวเองทันทีเลยว่า ต้องไปเข้าชมงานนี้ให้ได้ นานทีร้อยปีหน ถึงจะมีโอกาส ได้ถ่ายรูปพระราชวังไทย สวยๆ ยามค่ำคืน แบบนี้ผม จะพลาดได้ยังไงล่ะครับ
งานฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี พระราชวังสนามจันทร์นั้น จัดขึ้นเมื่อ วันที่ ๒๔ พ.ย. ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๒ ธ.ค. ๒๕๕๐ ซึ่งตัวผมเองนั้น ได้มี โอกาสไปร่วมงานฉลองนี้ ๒ ครั้งครับ คือวันพิธีเปิดงานและวันพิธีปิด งาน ในวันพิธีเปิดงานนั้น ผมได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมา ทำพิธีเปิดงานในครั้งนี้ การได้เฝ้ารับเสด็จพระองค์ท่าน ในระยะที่ใกล้ มากๆ นั้น สร้างความปลาบปลื้ม ปิติ ยินดีอย่างหาสุดมิได้แก่ตัวกระผม เองเป็นอย่างมาก วันนี้ จะเป็นวันสำคัญที่ผมคงต้องจดจำไปตลอดชีวิต อย่างไม่มีวันลืมเลือน ...
เมื่อเอ่ยชื่อ " พระราชวังสนามจันทร์ " หลายคนอาจจะร้องอ๋อ ... เพราะมีความรู้จักเป็นอย่างดี แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนไทยอีกหลายคนเลยที เดียว ที่ไม่เคยรู้จักสถานที่แห่งนี้มาก่อน หรืออาจเคยได้ยินชื่อมาบ้าง แต่ก็ไม่ทราบถึงประวัติความเป็นมา ว่ามีความเป็นมาอย่างไร
พระราชวังสนามจันทร์ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัด นครปฐม อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ไปทางทิศตะวัน ตก ราว ๒ กิโลเมตร พระราชวังแห่งนี้ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นครั้นยังทรงดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร เพื่อ ใช้เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน ในโอกาสเสด็จฯ มา สักการะองค์พระปฐมเจดีย์ โดยใช้เวลาสร้างนาน ๔ ปี มาแล้วเสร็จในปีพ.ศ. ๒๔๕๐ หลังจากนั้นได้พระราช ทานนามว่า '' พระราชวังสนามจันทร์ '' ตามชื่อสระน้ำ จันทร์ซึ่งเป็นชื่อสระน้ำโบราณเดิมที่อยู่บริเวณนั้น
สำหรับการเดินทางไปพระราชวังสนามจันทร์นั้น ครั้งแรกผมนั่งรถตู้เช่าเหมาทั้งวันไปกับทางบ้านของ แฟน แต่ครั้งที่สองนั้น ผมขับรถไปเองโดยใช้เส้นทาง บรมราชชนนีขาออก วิ่งผ่านพุทธมณฑลสายต่างๆ จาก นั้นก็ออกซ้ายขึ้นสะพานโค้งไปด้านขวา มุ่งหน้าสู่จังหวัด นครปฐม ก็ขับตรงตามเส้นทางไปเรื่อย ๆ สักพักนึงก็จะ เห็นองค์พระปฐมเจดีย์แต่ไกลอยู่ทางขวามือ ด้วยความ ที่ไม่ได้ศึกษาเส้นทางมาก่อนรู้แต่ว่าอยู่ใกล้องค์พระปฐม เจดีย์ ก็เลยเลี้ยวขวาตรงสี่แยกที่เขียนว่าไปองค์พระปฐม เจดีย์ แล้วค่อยไปถามคนแถวนั้นเอาอีกที ^^;
ด้วยความใจดีของคนนครปฐม จอดถามทางปุ๊ปก็อธิบายทางให้เป็น อย่างดี ก็เลยไม่เสียเวลามาก ไปถึงพระราชวังฯ ตอนบ่ายแก่ๆ แดด กำลังสวยๆ พอดี แต่ทางเข้าซอยนั้นรถติดมากๆ เพราะคนเดินทางไป กันเยอะทีเดียว เมื่อไปถึงผมก็ไม่รีรอ รีบจอดรถแล้วก็พาแฟนและน้อง ชายที่ไปด้วยกัน มุ่งตรงไปที่พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ทันที เพราะ เป็นพระตำหนักที่สวยงามมาก
พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์นั้น เมื่อดูจากภายนอกจะแลคล้ายกับ ปราสาทแบบยุโรป แต่ภายในดูโปร่ง โล่ง สบายแบบไทยๆ บริเวณชั้น สอง มีทางเชื่อมข้ามสระน้ำไปยังพระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ ซึ่งเป็น พระตำหนักไม้ ๒ ชั้น ทาสีแดงทั้งหลัง ผมทราบมาว่าชื่อพระตำหนักทั้ง สองนั้น มาจากตัวละครในบทละครเรื่อง '' My Friend Jarlet '' ซึ่งต่อ มา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ห้ว รัชกาลที่ ๖ ท่านได้ทรง แปลบทละครเรื่องนี้เป็นภาษาไทย ชื่อว่า '' มิตรแท้ ''
โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ มากที่สุด เพราะประทับใจในสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น สวยงาม ประกอบการจัดไฟกลางคืนที่ทำให้ตัวพระตำ หนักยิ่งดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ก็เลยหยุดถ่ายรูปที่นี่นาน มาก เพราะไม่ว่าจะมองไปมุมใด ก็สวยงามไปหมดทุก มุม จริงๆ แล้วภายในตัวพระตำหนักก็มีความสวยงาม ไม่แพ้ภายนอกนะครับ แต่ทางเจ้าหน้าที่ขอให้ถ่ายรูป แต่เพียงด้านนอกเท่านั้น ซึ่งเราก็ควรต้องเคารพและเชื่อ ฟังกฎเกณฑ์ต่างๆ ของสถานที่นั้นๆ มันเป็นมารยาทพื้น ฐานของคนน่ารัก และมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมครับ :)
หลังจากที่แวะถ่ายรูปกันเต็มอิ่มตรงนี้แล้ว พวกเราก็ ย้ายไปถ่ายรูปกันต่อที่บริเวณรอบๆ เทวาลัยคเณศร์ ซึ่ง เป็นที่ประดิษฐานของพระพิฆเนศวร เทพเ้จ้าศักดิ์สิทธิ์ ของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีผู้คนมาสักการะบูชาจำนวน มากครับ จากนั้นพวกเราก็เดิมชมพระตำหนัก และพระ ที่นั่งต่างๆ รวมถึงเดินชมบรรยากาศการจัดงานฉลอง ครบรอบ ๑๐๐ ปี อีกพอสมควร แต่เนื่องจากพระราช วังสนามจันทร์นั้นมีพื้นที่กว้างมาก ราวๆ เกือบ ๙๐๐ ไร่ ก็เลยเดินชมงานได้ไม่ครบทั้งหมด (จริงๆ แล้วเดินไม่ ไหวเพราะแก่แล้ว ^^; )
หลังจากที่เดินชมงานกันเต็มที่แล้ว เราก็เริ่มหาทำเล ดีๆ นั่งพัก เพื่อที่จะรอไฮไลท์ของงานฉลองฯ วันสุดท้าย นั่นก็คือการจุดพลุเฉลิมฉลองนั่นเองครับ ตามกำหนด การนั้น จะมีการจุดพลุเวลาประมาณทุ่มครึ่งหรือสองทุ่ม นี่แหละครับ ผมก็นั่งรอ ๆ ๆ รอจนสามทุ่มแล้วก็ยังไม่ จุดสักที สุดท้ายก็รอไม่ไหว เพราะต้องขับรถกลับกรุง เทพฯ ถ้ากลับดึกไปกลัวจะเป็นอันตราย เพราะพึ่งมีคน โดนปาหินใส่รถไปก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเอง ก็เลยรีบเดิน ทางกลับกันก่อน พอถึงกรุงเทพฯ ก็แวะทานข้าวกันก่อน จากนั้นก็ผมแวะไปส่งแฟนแล้วก็กลับบ้าน อาบน้ำ นอน
หมดวันดีๆ ไปอีกวันนึงครับสำหรับตัวผม วันดีๆ ที่ได้เห็นความสวยงาม ความขลัง และความมีเสน่ห์ ของพระราชวังไทย ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่า พระราชวังสนามจันทร์นั้นจะมีอายุยาวนานจนถึง ๑๐๐ ปีแล้ว คงด้วยเพราะน้ำพักน้ำแรงของหลายๆ ท่าน หลายๆ หน่วยงาน ที่ช่วยกันบูรณะ ซ่อมแซม ดูแล รักษา ให้ พระราชวังแห่งนี้สืบทอดมาจนถึง รุ่นลูก รุ่นหลานได้ พวกเราเองก็ต้องช่วยกันนะครับ ช่วยกันดูแล รักษา สมบัติของชาติของแผ่นดิน อย่าปล่อยให้ใครผู้ใดมาทำลายไปได้ ผมอดนึกถึงข่าวลอกทองพระพุทธรูปไป ขายไม่ได้ คิดแล้วก็เศร้าใจ ทำไมนะ เดี๋ยวนี้เงินมันซื้อความเป็นไทยกันได้แล้วเหรอครับ ?
|
|
|